1, My Address, My Street, New York City, NY, USA
Login

Course

ยูเนสโก ประกาศ ‘น่าน’ และ ‘สงขลา’ เมืองสร้างสรรค์โลก ปี 68

ยูเนสโก ประกาศ 'น่าน' และ 'สงขลา' เมืองสร้างสรรค์โลก ปี 68

น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า องค์การยูเนสโก ประกาศรับรองให้ “น่าน” และ “สงขลา” เข้าร่วมเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ประจำปี พ.ศ. 2568 กระทรวงวัฒนธรรมขอแสดงความยินดีที่เมือง น่าน และ สงขลา ได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของโลก ประจำปี พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025)

โดย น่าน ได้รับการประกาศในสาขา หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Art) และ สงขลา ในสาขา วิทยาการอาหาร (Gastronomy) นับเป็นการตอกย้ำศักยภาพของทุนทางวัฒนธรรมไทยที่มีความโดดเด่นและยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย

น่าน-สงขลา ได้รับการรับรองเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์

รมว.ซาบีดา ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า

  •  “จังหวัดน่าน” ได้นำเสนอข้อมูลใน สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts & Folk Art) ภายใต้แนวคิดหลัก “ปราชญ์ท้องถิ่น–ชุมชน–ธรรมชาติ” (Artisans–Community–Nature) ซึ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนของน่านในฐานะ “เมืองเก่าที่มีชีวิต” (Living Old City) ที่งานหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านมิได้เป็นเพียงมรดกที่จัดแสดง แต่ยังคงถูกผลิต ใช้ และสืบทอดในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่ผืนผ้าทอไทลื้อและลายน้ำไหลอันเป็นเอกลักษณ์ งานเครื่องเงินของชาวอิ้วเมี่ยนอันประณีต งานจักสานที่ปรับเข้ากับยุคสมัย ไปจนถึงมรดกเตาเผาโบราณบ่อสวก จิตรกรรมฝาผนัง “กระซิบรักบันลือโลก” งานแกะสลักไม้หัวเรือแข่งพญานาคอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงมรดกที่จับต้องไม่ได้ในชุมชนจากชาติพันธุ์ที่หลากหลาย เช่น ย่ามเถาวัลย์ป่าของชาวมละบริ (GI)
  • “จังหวัดสงขลา” ได้นำเสนอข้อมูลในสาขาอาหาร (Gastronomy) โดยเสนอความโดดเด่น คือ เป็น เมือง 2 ทะเล มีทั้งทะเลสาบสงขลา 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม และทะเลฝั่งอ่าวไทย มีภูมินิเวศแบบโหนด-นา-เล คือ ต้นตาล ท้องนา และทะเล เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ก่อให้เกิดวัตถุดิบในการทำอาหารที่หลากหลาย ทำให้กลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของเมืองสงขลาจนถึงปัจจุบัน และมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลายมีศักยภาพและมีความโดดเด่นในการขับเคลื่อนเมือง

รมว.วธ. กล่าวต่อว่า ในปีนี้ ยูเนสโก ได้ประกาศรับรองเมืองใหม่เข้าสู่เครือข่ายทั้งหมด 58 เมือง จาก 41 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุม 8 สาขาความสร้างสรรค์ ได้แก่ หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน 14 เมือง, วรรณกรรม 10 เมือง, วิทยาการอาหาร 10 เมือง, ดนตรี 9 เมือง, สถาปัตยกรรม 5 เมือง, ออกแบบ 4 เมือง, ภาพยนตร์ 4 เมือง, และ มีเดีย อาร์ต 2 เมือง

การเข้าร่วมเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกจะช่วยส่งเสริมให้เมืองน่านและสงขลาได้พัฒนาและต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่ระดับนานาชาติ ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยใช้ “วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์” เป็นหัวใจหลักของการพัฒนาเมือง

รมว.วธ. กล่าวตอนท้ายว่า ในโอกาสนี้ กระทรวงวัฒนธรรมของประเทศไทยขอร่วมแสดงความยินดีกับอีก 6 เมืองในประชาคมอาเซียนที่ได้รับการประกาศในปีนี้ด้วย ได้แก่ Dumaguete City สาขาวรรณกรรม, Quezon City  สาขาภาพยนตร์  (ฟิลิปปินส์), Ho Chi Minh City สาขาภาพยนตร์ (เวียดนาม) Malang สาขามีเดีย อาร์ต, Ponorogo สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (อินโดนีเซีย) และ Kuala Lumpur สาขาการออกแบบ (มาเลเซีย) ซึ่งสะท้อนพลังสร้างสรรค์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวทีโลกอย่างภาคภูมิใจ 

องค์การยูเนสโก ประกาศรับรองให้ “น่าน” และ “สงขลา” เข้าร่วมเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยน่าน ในสาขา หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Art) และ สงขลา ในสาขา วิทยาการอาหาร (Gastronomy)  

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ

สรุปสาระสำคัญ 

องค์การยูเนสโกประกาศรับรองให้จังหวัดน่านและสงขลาเข้าร่วมเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) ประจำปี 2568 โดยน่านได้รับการรับรองในสาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Art) และสงขลาในสาขาวิทยาการอาหาร (Gastronomy) ถือเป็นการยืนยันศักยภาพทุนทางวัฒนธรรมของไทยที่เข้มแข็งและสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

จังหวัดน่านมีอัตลักษณ์ “เมืองเก่าที่มีชีวิต” โดยเชื่อมโยงศิลปะพื้นบ้านกับวิถีชีวิตจริงของชุมชน เช่น ผ้าทอไทลื้อ งานเครื่องเงิน งานจักสาน จิตรกรรม และมรดกชาติพันธุ์ที่หลากหลาย สะท้อนแนวคิดปราชญ์ท้องถิ่น–ชุมชน–ธรรมชาติ ขณะที่จังหวัดสงขลาโดดเด่นด้านอาหารจากระบบนิเวศ “เมืองสองทะเล” และภูมิทัศน์โหนด–นา–เล ทำให้มีวัตถุดิบหลากหลายและเกิดอัตลักษณ์อาหารท้องถิ่นที่เข้มแข็ง

การได้รับการรับรองครั้งนี้ช่วยยกระดับเมืองสู่เวทีนานาชาติ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยใช้วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานสำคัญ

ในปีนี้ ยูเนสโกประกาศเพิ่มเมืองสมาชิก 58 เมืองจาก 41 ประเทศ รวมหลายเมืองในอาเซียน สะท้อนพลังสร้างสรรค์ของภูมิภาคในเวทีโลกอย่างเด่นชัด 

ข้อสอบ

ข้อ 1

น่านได้รับการรับรองยูเนสโกในสาขาใด
ก. ดนตรี
ข. วิทยาการอาหาร
ค. หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน
ง. สถาปัตยกรรม

ข้อ 2

สงขลาได้รับการรับรองยูเนสโกในสาขาใด
ก. การออกแบบ
ข. วิทยาการอาหาร
ค. ภาพยนตร์
ง. มีเดียอาร์ต

ข้อ 3

แนวคิดหลักของน่านคือข้อใด
ก. เมืองอุตสาหกรรม
ข. ปราชญ์ท้องถิ่น–ชุมชน–ธรรมชาติ
ค. เทคโนโลยีดิจิทัล
ง. การท่องเที่ยวเชิงเมืองใหญ่

ข้อ 4

ลักษณะสำคัญของสงขลาที่ส่งเสริมความสร้างสรรค์คือข้อใด
ก. ภูเขาสูง
ข. เมืองสองทะเลและโหนด–นา–เล
ค. เขตอุตสาหกรรม
ง. ป่าฝนเขตร้อน

ข้อ 5

การเข้าร่วมเครือข่าย UCCN ส่งผลอย่างไร
ก. ลดการท่องเที่ยว
ข. เพิ่มการผลิตอุตสาหกรรมหนัก
ค. ส่งเสริมความร่วมมือและพัฒนาอย่างยั่งยืน
ง. จำกัดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

ข้อ 6

ข้อใดเป็นตัวอย่างมรดกของน่าน
ก. อาหารทะเล
ข. เครื่องจักสานพลาสติก
ค. ผ้าทอไทลื้อ
ง. นวัตกรรม AI

ข้อ 7

เป้าหมายสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์คืออะไร
ก. เพิ่มการนำเข้า
ข. ใช้วัฒนธรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม
ค. ลดการศึกษา
ง. เน้นอุตสาหกรรมหนัก

ข้อ 8

ยูเนสโกประกาศเมืองใหม่ทั้งหมดกี่เมือง
ก. 41 เมือง
ข. 58 เมือง
ค. 68 เมือง
ง. 78 เมือง

ข้อ 9

ข้อใดไม่ใช่สาขาเมืองสร้างสรรค์
ก. วรรณกรรม
ข. กีฬา
ค. ภาพยนตร์
ง. ออกแบบ 

ข้อ 10

สาระสำคัญเชิงนโยบายของบทความคืออะไร
ก. ลดวัฒนธรรมท้องถิ่น
ข. ใช้วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์พัฒนาเมือง
ค. ย้ายเมืองสู่เมืองอุตสาหกรรม
ง. ลดการเชื่อมโยงต่างประเทศ

สร้างคนคุณภาพอย่างไรให้แข่งขันได้ในสนามโลก

สร้างคนคุณภาพอย่างไรให้แข่งขันได้ในสนามโลก

“From Workforce to World force” สร้างคนคุณภาพอย่างไร? ให้แข่งขันได้ในสนามโลก 

การพัฒนาบุคลากรในวันนี้ จะตั้งเป้าเพื่อตอบโจทย์แค่ความต้องการของประเทศชาติไม่ได้แล้ว เพราะท่ามกลางปัจจัยท้าทายทั้งในเรื่องความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก สงครามการค้าที่ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิต ตลอดจนเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เข้ามามีบทบาทในภาคอุตสาหกรรมการผลิตมากขึ้น ทำให้ “กำลังคน” ของไทยต้องมีทักษะและความสามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงานระดับโลกด้วย

เพื่ออัปเดตกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาบุคลากรคุณภาพของไทยให้ตอบสนองทั้งยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของโลก ดร.อภิชาต ทองอยู่ อดีตเลขาธิการ FORUM 21 และประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) ได้มาตอบทุกข้อสงสัย ในรูปแบบของ Q&A ที่สามารถนำไปปรับใช้ในการวางแนวทางพัฒนา “คนคุณภาพ” ได้จริง ผ่านบทความในหัวข้อ “”From Workforce to World force” สร้างคนคุณภาพอย่างไร? ให้แข่งขันได้ในสนามโลก”

Q : อาจารย์มองภาพเศรษฐกิจวันนี้กับการรับมือเรื่องกำลังคนในกระแสเทคโนโลยีใหม่อย่างไร?

A : วันนี้เรากำลังอยู่ในคลื่นจุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนผ่านจะไม่ได้ค่อยๆ เกิดขึ้น แต่จะเปลี่ยนในอัตราเร่งผ่านเทคโนโลยีใหม่ที่เปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งประเทศก็กำลังปรับฐานสู่อุตสาหกรรมชั้นสูงอย่าง AI, Semiconductor, EV, Data Center, Automation โดยทั้งหมดที่กล่าวนี้ไม่ได้เป็นแค่ trend แต่เป็น “โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของโลก” จึงมีคำถามสำคัญว่าประเทศไทยและ EEC… จะปรับตัวอย่างไรให้ทัน?”

Q : การลงทุนวันนี้โดยทั่วไปและใน EEC เป็นอย่างไรบ้าง?

A : วันนี้การลงทุนใน EEC เติบโตต่อเนื่องโดยเฉพาะในกลุ่ม S-Curve และ New S-Curve มีนักลงทุนขนาดใหญ่จากจีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรปกำลังเข้ามาวางฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง โดยนักลงทุนเหล่านี้ไม่ได้มองเพียงที่ดิน หรือสิทธิประโยชน์ หรือโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งที่พิจารณาอันดับต้นๆ คือ “คุณภาพกำลังคน” ในการแข่งขันเชิง Geo-Economic เพราะแรงงานคุณภาพสูง คืออาวุธทางเศรษฐกิจ!

Q : กลุ่มอุตสาหกรรมที่มาลงทุนขนาดใหญ่และมองเรื่องนี้มีกลุ่มอุตสาหกรรมใดบ้าง?

A : วันนี้อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่มีการลงทุนขนาดใหญ่และมุ่งเรื่องคนชัดมากคือกลุ่ม Semiconductor & PCB, EV & Smart Electronics, Data Center & Cloud, Automation, Robotics & AI ซึ่งบอกตรงๆ ว่าเรายังขาดกำลังคนด้านนี้มาก เพราะฐานการศึกษาการผลิตคนเราปรับตัวออกจากโลกเก่ายากและช้า

Q : โครงสร้างกำลังคนใน EEC วันนี้เป็นอย่างไร?

A : เรื่องโครงสร้างความต้องการแรงงาน- กำลังคนใน EEC วันนี้ แบ่งได้ 3 ระดับ

กลุ่มแรก เป็นกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง High-Skill ได้แก่ กลุ่ม Semiconductor engineers กลุ่ม Data Center engineers กลุ่ม EV battery specialists กลุ่ม Robotics programmers กลุ่ม AI, Data & Cybersecurity experts ฯ กลุ่มนี้กำลังคน “ขาดแคลน” ผลิตได้ไม่ทันความต้องการ!

กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มเทคนิคระดับกลาง (Mid-Skill) ได้แก่ ช่างเทคนิคเมคคาทรอนิกส์  ช่างซ่อมบำรุงระบบอัตโนมัติ กลุ่มงาน QA – QC ขั้นสูง กลุ่มงาน Production supervisors กลุ่มนี้เป็นหัวใจของโรงงาน และเป็นกลุ่มที่ขาดแคลนหนักที่สุดในภาคปฏิบัติ!

กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มปฏิบัติการ Operational กลุ่มสายการผลิต Machine operators และกลุ่มงานโลจิสติกส์ ซึ่งกลุ่มนี้กำลังถูก Automation เข้ามาแทนที่บางส่วน จึงจำเป็นต้อง Upskill และ Reskill เร่งด่วน นี่คือสามระดับความต้องกสรกำลังคนในอุตสาหกรรมที่กำลังลงทุนและปรับตัวอย่างมากในวันนี้

Q : อยากให้อาจารย์ช่วยสะท้อนปัญหาเรื่องการสร้างกำลังคนในขณะนี้ ?

A : มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เราต้องยอมรับความจริงว่า..ปัญหาไม่ได้อยู่แค่จำนวนคน แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง!

ระบบการศึกษาของเรายังไม่ตอบโจทย์ตรงตามความต้องการจริง ยังไม่ใช่ Demand-Driven ที่แท้จริง

ขณะที่หลักสูตรก็แข็งกระด้างไม่ค่อยขยับปรับสร้างให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป ไม่ทันโลกอุตสาหกรรม ด้านครู-ผู้สอน-วิธีสอนยังไม่ทันเทคโนโลยี 4.0 เด็กเราจึงอ่อนภาษาอังกฤษและ Digital Skills

รวมทั้ง Soft Skills ก็ไม่ตอบโจทย์ Global Company โดยรวมแล้วอุตสาหกรรมเคลื่อนไปเร็วมากแต่ระบบผลิตคนยังเดินช้า นี่คือโจทย์ใหญ่ของประเทศ!!!

ดังนั้น ถ้ามองถึงแนวโน้ม 3–5 ปีข้างหน้า บอกได้เลยว่า Semiconductor ecosystem จะขยายตัวแบบก้าวกระโดด ขณะที่ Data Center จะต้องการ System Engineers จำนวนมาก กลุ่ม EV & Battery ต้องการช่างไฟฟ้าแรงสูง ส่วนกลุ่ม

Automation ต้องการ PLC, Robotics, AI Integration ที่สำคัญคือ Green Industry ต้องการทักษะ ESG และ Energy Management ที่เคลื่อนไหวอยู่หน้างาน นี่ไม่ใช่การคาดการณ์ แต่เป็น Demand ที่กำลังรออยู่จริง! 

Q : ท่ามกลางความท้าทายที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องวางแผนดำเนินการอย่างไรจึงจะตอบโจทย์สถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่?

A : ถ้ามองแนวทางเชิงยุทธศาสตร์มี 3 ประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญ คือ หนึ่ง คุณภาพต้องมาก่อนปริมาณ ในสภาพเช่นนี้เราไม่ต้องการเพียง “จำนวนคน” แต่ต้องผลิตกำลังคนที่ ทำงานได้ทันที Work- Ready, Industry-Ready, Global-Ready

สอง สร้าง Workforce Ecosystem แบบ ONE EEC ต้องบูรณาการทั้งระบบ ตั้งแต่ TVET, มหาวิทยาลัย, สถาบันฝึกอบรม,เครือข่ายศูนย์เชี่ยวชาญอุตสาหกรรม (EEC Nets)

และภาคเอกชนในแบบ Co-Investment การผลิตกำลังคนวันนี้ต้องมีเจ้าภาพทำเรื่องนี้ในลักษณะ ONE EEC อาจเริ่มในพื้นที่ EEC ที่มีการกระจุกตัวในกานลงทุนฐานเทคโนโลยีชั้นสูงขนาดใหญ่ ต้องเป็น Platform เชิงระบบ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ!

สาม เราต้องปรับสร้างการผลิตคนแบบ Competency-Based Model มีมาตรฐานทักษะสากล มีระบบ Micro- Credential หลักสูตรแบบ Modular Training และต้องมี Industry Co-Design Curriculum วัดผลที่ “สมรรถนะจริง” ไม่ใช่แค่ใบวุฒิบัตร! นี่คือความเคลื่อนไหวที่รัฐบาลและผู้บริหารทุกระดับชั้นต้องใส่ใจมุ่งยกระดับปรับสร้างกำลังคนให้ทันโลกที่ไล่ล่าเราอยู่! 

Q : อาจารย์มองว่าบทสรุปของการสร้างคนในยุคนี้คืออะไร?

A : การสร้างคนคือการสร้างสังคมสร้างความก้าวหน้าให้กับประเทศ!

ถ้าเราปรับระบบกำลังคนได้ทัน EEC จะไม่ใช่แค่เขตพัฒนาพิเศษแต่จะเป็น “Geo-Economic Human Capital Platform ของ ASEAN” ดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง สร้างงานทักษะสูง และยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

อนาคตของประเทศ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าโลกเปลี่ยนเร็วแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า เราสร้างคนได้เร็วพอหรือไม่ และถ้าเราทำได้ EEC จะเป็นต้นแบบของการสร้างโลกใหม่ให้สังคมเศรษฐกิจไทยแน่นอน เพราะพื้นฐานด้านจุดตั้งทางภูมิศาสตร์เราไม่แพ้ที่ใดในโลกนี้ 

ที่มา ;SALIKA

สรุปสาระสำคัญ

บทความ “From Workforce to World force” สะท้อนว่าโลกเศรษฐกิจปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากอิทธิพลของเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI, Semiconductor, EV, Data Center และ Automation ซึ่งไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของโลก ส่งผลให้ประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ต้องเร่งพัฒนากำลังคนให้แข่งขันได้ในระดับสากล นักลงทุนต่างชาติไม่ได้พิจารณาเพียงสิทธิประโยชน์หรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพกำลังคน” เป็นปัจจัยหลัก ปัญหาสำคัญของไทยคือระบบการศึกษายังไม่ตอบโจทย์ความต้องการจริง หลักสูตรล้าสมัย ขาดความยืดหยุ่น ครูและวิธีสอนไม่ทันเทคโนโลยี เด็กขาดภาษาอังกฤษ Digital Skills และ Soft Skills ทำให้กำลังคนไม่เพียงพอต่ออุตสาหกรรมใหม่ แนวทางแก้ไขต้องเน้นผลิตคนแบบ Work-Ready, Industry-Ready และ Global-Ready ผ่านการบูรณาการทุกภาคส่วน สร้างระบบ Workforce Ecosystem และใช้ Competency-Based Model ที่วัดสมรรถนะจริง มีมาตรฐานสากล หลักสูตรยืดหยุ่น และร่วมออกแบบกับภาคอุตสาหกรรม บทสรุปสำคัญคือ อนาคตประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็วของโลก แต่ขึ้นอยู่กับว่าไทยสามารถสร้างคนคุณภาพได้เร็วเพียงใด

ข้อสอบ

ข้อ ๑

สาระสำคัญที่สุดของบทความนี้คือข้อใด

ก. การเพิ่มจำนวนแรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรม
ข. การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ
ค. การพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะระดับโลก
ง. การขยายพื้นที่ EEC ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

เฉลย : ค
เหตุผล : บทความเน้นการพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพและแข่งขันได้ในระดับโลก เพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

ข้อ ๒

หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับแนวคิดในบทความ ควรดำเนินการอย่างไรเป็นอันดับแรก

ก. เพิ่มรายวิชาทฤษฎีให้มากขึ้น
ข. เชิญวิทยากรภายนอกปีละ ๑ ครั้ง
ค. จัดการเรียนรู้ตามสมรรถนะร่วมกับภาคอุตสาหกรรม
ง. เน้นการสอบแข่งขันเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ

เฉลย : ค
เหตุผล : บทความเสนอ Competency-Based Model และ Industry Co-Design Curriculum เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะตรงกับความต้องการจริง

ข้อ ๓

ข้อใดสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการผลิตกำลังคนไทยได้ชัดเจนที่สุด

ก. นักเรียนมีจำนวนน้อยลง
ข. หลักสูตรไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอุตสาหกรรม
ค. โรงเรียนขาดอาคารเรียนที่ทันสมัย
ง. ผู้ปกครองไม่สนับสนุนการเรียนสายอาชีพ

เฉลย : ข
เหตุผล : บทความชี้ว่าหลักสูตรแข็งตัว ไม่ทันเทคโนโลยี และไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานจริง จึงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญ

ข้อ ๔

หากครูต้องการพัฒนาผู้เรียนให้เป็น “Global-Ready” ตามบทความ ควรเน้นทักษะใดมากที่สุด

ก. การท่องจำเนื้อหา
ข. การแข่งขันทางวิชาการภายในประเทศ
ค. ภาษาอังกฤษ Digital Skills และ Soft Skills
ง. การเรียนเฉพาะภาคทฤษฎีขั้นสูง

เฉลย : ค
เหตุผล : บทความระบุชัดว่าผู้เรียนไทยยังอ่อนด้านภาษาอังกฤษ ทักษะดิจิทัล และ Soft Skills ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานในบริษัทระดับโลก

ข้อ ๕

ข้อใดเป็นตัวอย่างของการบริหารแบบ “ONE EEC”

ก. ทุกสถาบันต่างพัฒนาหลักสูตรของตนเอง
ข. ภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาร่วมกันผลิตกำลังคน
ค. มหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดหลักสูตรเพียงฝ่ายเดียว
ง. โรงงานฝึกอบรมพนักงานหลังรับเข้าทำงานเท่านั้น

เฉลย : ข
เหตุผล : แนวคิด ONE EEC คือการบูรณาการทุกภาคส่วนให้ร่วมกันสร้างระบบกำลังคนอย่างเป็นเอกภาพ

ข้อ ๖

ในอีก ๓–๕ ปีข้างหน้า กลุ่มอุตสาหกรรมใดมีแนวโน้มต้องการกำลังคนเพิ่มสูงตามบทความ

ก. เกษตรกรรมดั้งเดิม
ข. สิ่งทอพื้นฐาน
ค. อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ Data Center
ง. ธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็ก

เฉลย : ค
เหตุผล : บทความระบุว่า Semiconductor ecosystem และ Data Center จะขยายตัวอย่างก้าวกระโดดและต้องการบุคลากรจำนวนมาก

ข้อ ๗

หากสถานศึกษายังคงวัดผลเฉพาะคะแนนสอบปลายภาค จะขัดกับแนวคิดใดในบทความมากที่สุด

ก. Geo-Economic
ข. Competency-Based Model
ค. Global Company
ง. Workforce Ecosystem

เฉลย : ข
เหตุผล : บทความเสนอให้วัดผลจาก “สมรรถนะจริง” มากกว่าใบวุฒิหรือคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว

ข้อ ๘

ข้อใดเป็นผลกระทบจาก Automation ตามบทความ

ก. ความต้องการแรงงานทุกประเภทเพิ่มขึ้น
ข. แรงงานระดับปฏิบัติการบางส่วนถูกแทนที่
ค. โรงงานลดการใช้เทคโนโลยี
ง. ความต้องการทักษะดิจิทัลลดลง

เฉลย : ข
เหตุผล : บทความชี้ว่ากลุ่มปฏิบัติการและสายการผลิตกำลังถูก Automation แทนที่ จึงต้องเร่ง Upskill และ Reskill

ข้อ ๙

หากผู้บริหารต้องตัดสินใจเลือกโครงการพัฒนาครู ข้อใดสอดคล้องกับบทความมากที่สุด

ก. อบรมการทำเอกสารธุรการ
ข. ศึกษาดูงานด้านพิธีการราชการ
ค. พัฒนาครูด้าน AI เทคโนโลยีดิจิทัล และการสอนเชิงสมรรถนะ
ง. เพิ่มการติวข้อสอบมาตรฐานระดับชาติ

เฉลย : ค
เหตุผล : บทความเน้นว่าครูและวิธีสอนต้องทันเทคโนโลยี 4.0 และสามารถพัฒนาทักษะที่จำเป็นในโลกใหม่ได้

ข้อ ๑๐

ข้อใดสรุปแนวคิดของบทความได้เหมาะสมที่สุด

ก. ประเทศจะพัฒนาได้ด้วยการเพิ่มแรงงานราคาถูก
ข. การศึกษาต้องเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกและความต้องการอุตสาหกรรม
ค. การพัฒนาประเทศควรเน้นทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก
ง. การแข่งขันระดับโลกขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีมากกว่าคุณภาพคน

เฉลย : ข
เหตุผล : แก่นของบทความคือการสร้างระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจโลก ผลิตกำลังคนคุณภาพ และเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลก

ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลก

เมื่อวันที่ 2 ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงถึงทิศทางสำคัญของรัฐบาลในการเดินหน้าปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาครั้งใหญ่ มุ่งยกระดับการจัดการเรียนการสอน 3 วิชาหลัก ได้แก่ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และภาษาไทย ควบคู่กับการพัฒนาระเบียบวินัยและการเป็นพลเมืองโลก โดยย้ำชัดว่าการปรับหลักสูตรครั้งนี้ไม่ใช่การลดทอน แต่คือการเสริมสร้างให้บทเรียนมีความลึกซึ้ง และมีความหมาย สอดรับกับแนวทาง “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” อย่างแท้จริง

เข้าใจรากเหง้า เพื่อก้าวไปข้างหน้า 

รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สมรรถนะที่แท้จริงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทักษะอาชีพ แต่คือความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ การปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ จะเปลี่ยนผ่านจากการท่องจำสู่ “การวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์” เพื่อให้เยาวชนเข้าใจพัฒนาการของชาติและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงอุทิศเพื่อประชาชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในฐานะเรื่องราวที่พลเมืองทุกคนมีส่วนร่วม  ซึ่งทุกประเทศที่มีระบบการศึกษาเข้มแข็ง ล้วนสอนให้เด็กรู้จักรากเหง้าของตนเอง รู้ว่าตนเป็นใคร มาจากไหน และมีหน้าที่อะไรต่อสังคม รัฐบาลเชื่อมั่นว่า พลเมืองที่เข้าใจที่มาของประเทศ คือพลเมืองที่พร้อมมีส่วนร่วมสร้างชาติ  นอกจากนี้ วิชาหน้าที่พลเมืองจะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ไทย พร้อมออกแบบกิจกรรมที่ฝึกทักษะการทำงานเป็นทีม การเป็นผู้นำ การแก้ปัญหา และจิตอาสา เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยสามารถยืนหยัดและแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง 

ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า มี 3 กลไกขับเคลื่อน และการเรียนรู้แบบไร้ขีดจำกัด พร้อมชี้แจงกรอบการขับเคลื่อนของกระทรวงฯ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่  ส่วนรายวิชา: มุ่งเน้นเนื้อหาที่ทันสมัยและวิเคราะห์เชิงลึก ส่วนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน: เน้นการฝึกวินัยและจิตสาธารณะ และส่วนกิจกรรมเสริมหลักสูตร: ปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ ครอบคลุมความรักชาติ ซื่อสัตย์ มีวินัย และความเป็นไทย  โดยศธ.ยังส่งเสริมให้สถานศึกษาบูรณาการเทคโนโลยี ทั้งสื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ เข้ากับแหล่งเรียนรู้ดั้งเดิม เช่น พิพิธภัณฑ์และพื้นที่ในชุมชน โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์ที่ประสบการณ์จากพื้นที่จริงไม่สามารถหาได้จากในห้องเรียน พร้อมเปิดกว้างให้ “ครู” มีอิสระในการเลือกสื่อที่เหมาะสมกับบริบทของนักเรียนมากที่สุด 

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า ภาษาไทย ฐานรากที่แข็งแกร่งสู่การเรียนรู้ภาษาที่สอง สำหรับวิชาภาษาไทย รมว.ศึกษาธิการ เน้นย้ำว่าการรักษาภาษาแม่คือการรักษาตัวตน โดยยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่มีหน่วยงานระดับชาติกำกับดูแลมาตรฐานภาษา ควบคู่ไปกับการผลักดันสู่เวทีโลก นอกจากนี้ งานวิจัยด้านประสาทวิทยาทั่วโลกยังยืนยันว่า เยาวชนที่มีทักษะภาษาแม่แข็งแกร่ง จะสามารถเรียนรู้ภาษาที่สองได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การพูดได้หลายภาษายังช่วยพัฒนาความจำ สมาธิ และทักษะการแก้ปัญหา การส่งเสริมภาษาไทยจึงไม่ใช่การแย่งพื้นที่ภาษาอังกฤษ แต่เป็นการสร้างฐานรากที่มั่นคง 

นายประเสริญ ยังได้กล่าวถึงกรณีเยาวชนสัญชาติไทยในโรงเรียนนานาชาติที่ขาดทักษะภาษาไทย  ซึ่งเรื่องนี้ศธ.ได้หารือร่วมกับสมาคมโรงเรียนนานาชาติแล้ว และทุกฝ่ายมีวิสัยทัศน์ร่วมกันว่าเยาวชนไทยทุกคนควรสื่อสารภาษาของตนเองได้ โดยกระทรวงฯ พร้อมให้การสนับสนุนแนวทางดูแลทักษะภาษาไทยแก่นักเรียนกลุ่มดังกล่าว โดยไม่กระทบต่อจุดเด่นและหลักสูตรของแต่ละสถานศึกษา ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการได้สื่อสารแนวทางทั้งหมดไปยังสถานศึกษาทุกสังกัด ภายใต้กรอบ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และหลักสูตรแกนกลางฯ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศต่อไป โดยในวันที่ 4 มิ.ย.นี้ จะมีการประชุมอนุกรรมการยกร่างพ.ร.บ. การศึกษาฯ ครั้งแรก โดยมีศ.วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ เป็นประธานคณะอนุกรรม พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญในด้านการศึกษา เข้าร่วมประชุม 

ที่มา ; เดลินิวส์ออนไลน์

สรุปสาระสำคัญ

รัฐบาลมีนโยบายปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาครั้งสำคัญ โดยมุ่งยกระดับ 3 วิชาหลัก ได้แก่ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และภาษาไทย ให้สอดคล้องกับแนวคิด “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” ที่เน้นการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ วิชาประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนจากการท่องจำสู่การวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจพัฒนาการของชาติ รู้จักรากเหง้าของตนเอง และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ขณะที่วิชาหน้าที่พลเมืองจะส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ การทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำ การแก้ปัญหา และจิตอาสา ควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ไทย

กระทรวงศึกษาธิการกำหนดกลไกขับเคลื่อน 3 ส่วน ได้แก่ การพัฒนารายวิชา กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และกิจกรรมเสริมหลักสูตร เพื่อปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ รวมถึงส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลร่วมกับแหล่งเรียนรู้ในชุมชน โดยเปิดโอกาสให้ครูเลือกใช้สื่อที่เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน ด้านภาษาไทย เน้นการสร้างความเข้มแข็งของภาษาแม่ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ภาษาอื่น และช่วยพัฒนาความจำ สมาธิ และการแก้ปัญหา ทั้งยังมีแนวทางสนับสนุนให้นักเรียนไทยในโรงเรียนนานาชาติสามารถใช้ภาษาไทยได้อย่างเหมาะสม ภายใต้กรอบกฎหมายและหลักสูตรการศึกษาของชาติ

ข้อสอบ

ข้อ 1

หากโรงเรียนต้องการดำเนินการตามแนวทางการปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์ให้สอดคล้องกับนโยบายมากที่สุด ควรดำเนินการอย่างไร

ก. เพิ่มจำนวนบทเรียนเพื่อให้เนื้อหาครบถ้วน
ข. ให้ผู้เรียนท่องจำเหตุการณ์สำคัญและวันสำคัญของชาติ
ค. จัดกิจกรรมศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์และอภิปรายเชิงวิเคราะห์
ง. มอบหมายให้ผู้เรียนสรุปเนื้อหาจากหนังสือเรียนเพียงอย่างเดียว

เฉลย: ค

เหตุผล: บทความเน้นการเปลี่ยนจากการท่องจำสู่การวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ จึงควรใช้กิจกรรมที่ฝึกการคิดวิเคราะห์จากหลักฐานและข้อมูล

ข้อ 2

ข้อใดสะท้อนแนวคิด “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” ตามบทความได้ชัดเจนที่สุด

ก. มุ่งเพิ่มปริมาณเนื้อหาในทุกกลุ่มสาระ
ข. เน้นการสอบวัดผลปลายภาคเป็นหลัก
ค. มุ่งพัฒนาทักษะอาชีพเฉพาะทางเท่านั้น
ง. พัฒนาความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่นำไปใช้ได้จริง

เฉลย: ง

เหตุผล: หลักสูตรฐานสมรรถนะมุ่งให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะในการดำรงชีวิตและทำงานได้จริง

ข้อ 3

หากพบว่านักเรียนขาดความรับผิดชอบและจิตสาธารณะ ผู้บริหารควรใช้กลไกใดตามบทความเป็นลำดับแรก

ก. เพิ่มการบ้านทุกวิชา
ข. พัฒนากิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่เน้นวินัยและจิตสาธารณะ
ค. จัดสอบวัดคุณธรรมทุกสัปดาห์
ง. เพิ่มเวลาเรียนในห้องเรียน

เฉลย: ข

เหตุผล: บทความระบุชัดว่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการฝึกวินัยและจิตสาธารณะ

ข้อ 4

ครูประวัติศาสตร์ต้องการออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับนโยบายและใช้ทรัพยากรในชุมชนอย่างคุ้มค่า แนวทางใดเหมาะสมที่สุด

ก. ใช้หนังสือเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้เพียงแหล่งเดียว
ข. จัดการเรียนรู้ผ่านวิดีโอออนไลน์ทั้งหมด
ค. พาผู้เรียนศึกษาพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ในชุมชนร่วมกับสื่อดิจิทัล
ง. ให้ผู้เรียนค้นคว้าข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตโดยไม่มีการสะท้อนคิด

เฉลย: ค

เหตุผล: นโยบายสนับสนุนการบูรณาการเทคโนโลยีกับแหล่งเรียนรู้จริงในชุมชน

ข้อ 5

เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาไทย คือข้อใด

ก. เพื่อทดแทนการเรียนภาษาอังกฤษ
ข. เพื่อให้ผู้เรียนใช้ภาษาไทยเพียงภาษาเดียว
ค. เพื่อสร้างฐานรากที่แข็งแรงสำหรับการเรียนรู้ภาษาอื่นและการพัฒนาสมอง
ง. เพื่อให้โรงเรียนนานาชาติใช้หลักสูตรเดียวกับโรงเรียนทั่วไป

เฉลย: ค

เหตุผล: บทความอ้างอิงงานวิจัยที่ชี้ว่าทักษะภาษาแม่ที่แข็งแรงช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาที่สองและพัฒนากระบวนการคิด

ข้อ 6

สถานการณ์ใดสะท้อนการพัฒนาวิชาหน้าที่พลเมืองตามนโยบายได้ดีที่สุด

ก. นักเรียนแข่งขันตอบปัญหากฎหมายเพียงอย่างเดียว
ข. นักเรียนฝึกอภิปรายประเด็นสาธารณะ ทำงานเป็นทีม และร่วมกิจกรรมจิตอาสา
ค. นักเรียนท่องจำรัฐธรรมนูญทุกมาตรา
ง. นักเรียนศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทยเพียงอย่างเดียว

เฉลย: ข

เหตุผล: นโยบายเน้นการคิดเชิงวิพากษ์ การทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำ และจิตอาสา

ข้อ 7

หากครูเลือกใช้สื่อการสอนแตกต่างกันตามบริบทของผู้เรียน การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการใดในบทความ

ก. การรวมศูนย์การจัดการเรียนรู้
ข. การควบคุมมาตรฐานสื่อจากส่วนกลางทั้งหมด
ค. การให้อิสระทางวิชาการแก่ครูในการเลือกสื่อที่เหมาะสม
ง. การลดบทบาทของครูในการออกแบบการเรียนรู้

เฉลย: ค

เหตุผล: กระทรวงศึกษาธิการเปิดกว้างให้ครูเลือกใช้สื่อที่เหมาะสมกับบริบทของนักเรียน

ข้อ 8

ในฐานะผู้บริหารโรงเรียน หากต้องการประเมินผลการขับเคลื่อนนโยบายนี้ ตัวชี้วัดใดเหมาะสมที่สุด

ก. จำนวนชั่วโมงเรียนที่เพิ่มขึ้น
ข. จำนวนข้อสอบที่นักเรียนทำได้
ค. จำนวนหนังสือเรียนที่โรงเรียนจัดซื้อ
ง. พฤติกรรมการมีวินัย การทำงานร่วมกัน และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน

เฉลย: ง

เหตุผล: ตัวชี้วัดดังกล่าวสะท้อนสมรรถนะและคุณลักษณะตามเป้าหมายของนโยบายโดยตรง

ข้อ 9

ข้อใดเป็นความท้าทายสำคัญที่สุดในการนำนโยบายนี้ไปสู่การปฏิบัติในโรงเรียน

ก. การเพิ่มจำนวนรายวิชาใหม่
ข. การเปลี่ยนบทบาทครูจากผู้ถ่ายทอดความรู้เป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้เชิงสมรรถนะ
ค. การยกเลิกการใช้เทคโนโลยีในโรงเรียน
ง. การลดเวลาเรียนทุกระดับชั้น

เฉลย: ข

เหตุผล: การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะต้องอาศัยการออกแบบกิจกรรมและการประเมินรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทสำคัญของครู

ข้อ 10

หากโรงเรียนต้องการพัฒนาผู้เรียนให้เป็น “พลเมืองโลก” ตามแนวคิดในบทความ ควรดำเนินการอย่างไร

ก. ส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้เฉพาะวัฒนธรรมต่างประเทศ
ข. มุ่งเน้นการแข่งขันทางวิชาการเพียงอย่างเดียว
ค. ปลูกฝังความเข้าใจรากเหง้าของตนเอง ควบคู่กับการคิดวิเคราะห์และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมโลก
ง. ลดการเรียนประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองเพื่อเพิ่มภาษาอังกฤษ

เฉลย: ค

เหตุผล: บทความเน้นการรักษาอัตลักษณ์ไทย ควบคู่กับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการแข่งขันในโลกยุคใหม่ จึงเป็นแนวทางสู่การเป็นพลเมืองโลกอย่างสมดุล.

Why Scalable Cloud Infrastructure is Essential for Modern Businesses

Cloud scalability allows businesses to expand or reduce resources based on real-time needs—ensuring efficiency, flexibility, and cost control. As businesses grow, their technology needs evolve rapidly. Traditional IT systems often struggle to keep up with increasing demand, leading to performance issues and downtime. This is where scalable cloud infrastructure becomes a game changer.
What is Cloud Scalability?
Cloud scalability refers to the ability of a system to handle growing workloads by automatically adjusting resources.
Types of Scalability:
  • Vertical Scaling: Increasing power of existing servers
  • Horizontal Scaling: Adding more servers to distribute load
🧠 Smart Resource Management
1. Performance Optimization
  • Ensures fast load times even during high traffic
  • Prevents system crashes and downtime
2. Cost Efficiency
  • Pay only for what you use
  • Avoid unnecessary infrastructure expenses
3. Business Flexibility
  • Quickly adapt to market changes
  • Easily launch new applications and services
editor
person-working-html-computer
⚡ Benefits of Scalable Infrastructure
With advanced monitoring tools, businesses can track performance and usage in real-time.
Key Features:
  • Automated resource allocation
  • Load balancing
  • Predictive scaling based on demand
Real-World Use Cases
  • E-commerce Platforms: Handle traffic spikes during sales
  • Startups: Scale infrastructure as user base grows
  • Enterprises: Manage large-scale applications globally

The Future of IT Solutions: Driving Business Growth Through Technology

At Cloudify, we believe that the right IT strategy can transform the way businesses operate. By integrating smart solutions such as automation, system integration, and custom software, companies can improve efficiency, reduce costs, and make better data-driven decisions. One of the key trends shaping the future is digital transformation. Businesses are moving away from traditional processes and embracing modern technologies to stay agile and responsive. Whether it’s upgrading legacy systems or adopting new digital tools, transformation is essential for long-term success.
Key IT Trends & Insights
1. Digital Transformation
  • Modernizing outdated systems
  • Improving business agility
  • Enhancing customer experience
2. Automation & Smart Workflows
  • Reduces manual tasks
  • Minimizes human errors
  • Increases overall productivity
Another important aspect is automation. Automating repetitive tasks not only saves time but also reduces human error, allowing teams to focus on more strategic activities. This leads to increased productivity and better overall performance. Security is also a major concern in today’s digital landscape. With increasing cyber threats, businesses must ensure their systems and data are well protected. Implementing strong security measures and regularly updating systems can help safeguard valuable information.

How IT Consulting Services Help Businesses Scale Faster

What is IT Consulting?
IT consulting involves expert guidance to plan, implement, and manage technology solutions that support business success.
Core Areas:
  • IT strategy & planning
  • Infrastructure optimization
  • Software solutions
  • Digital transformation
📈 Key Benefits of IT Consulting
1. Strategic Planning
  • Align IT with business objectives
  • Create a clear technology roadmap
  • Improve long-term decision-making
2. Cost Optimization
  • Identify unnecessary expenses
  • Optimize IT investments
  • Maximize ROI from technology

Hello world!

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start writing!